ประวัติครูบาอริยชาติ
บทความ

ประวัติพระครูบาอริยชาติ

โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ วันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔…

“พี่…เด็กคนนี้เลี้ยงให้ดีนะ โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ผมทำคลอดมาหลายคน ยังไม่เคยเห็นเหมือนเด็กคนนี้เลย…”

“คุณหมอสุชาติ” แพทย์ผู้ทำคลอดให้กับ นางจำนงค์ อุ่นต๊ะ บอกกับนางจำนงเมื่อวันที่บุตรชายคนที่ ๓ ของนางลืมตาดูโลกเป็นวันแรก แล้วคุณหมอผู้ทำคลอดก็ขออนุญาตตั้งชื่อให้ทารกแรกเกิดผู้นี้ว่า “เก่ง”

ณ วันนั้น การได้เห็นลูกน้อยซึ่งตนอุ้มท้องมานานถึง ๙ เดือน เป็นความปีติยินดีของนางจำนงค์ยิ่งกว่าสิ่งใด อีกทั้งลักษณะของบุตรชายที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น ก็ทำให้นางจำนงค์รู้สึกภูมิใจไม่น้อย ด้วย “เด็กชายเก่ง” ผู้นี้ มีลักษณะอัน “งาม” ยิ่ง กล่าวคือ…ผิวพรรณผุดผ่อง ตาโต ใบหูยาวใหญ่ นิ้วมือนิ้วเท้าเรียวยาว…ซึ่งรูปลักษณ์เช่นนี้ตามคำทำนายของคนเฒ่าคนแก่แต่โบร่ำโบราณว่ากันว่า…นี่คือลักษณะของ “ผู้มีบุญ”

ทารกน้อยผู้เป็นลูกชาย ทำให้นางจำนงค์นึกถึงความฝันอันประหลาดซึ่งเกิดขึ้นถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา ก่อนจะตั้งท้องลูกคนนี้ ครั้งแรกนางฝันไปว่า…ได้รับผ้าผืนใหญ่สีขาวนวลตา เมื่อพิจารณาดูก็รู้สึกชอบใจยิ่งนัก เพราะผ้าผืนนั้นขาวสะอาดไร้รอยเปื้อนใดๆ

และครั้งที่สอง… “แม่ฝันว่าผลักประตูเข้าไปในห้องนอน เห็นแต่สีเหลืองทองเต็มห้องไปหมด…”

ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดี หรือรูปลักษณ์อันงามของบุตรชายคนสุดท้องก็ตาม วันที่ “เด็กชายเก่ง” หรือ สุชาติ อุ่นต๊ะ ถือกำเนิดขึ้น ก็นับเป็นวันแห่งความสุขและความปลื้มปีติของนายสุขและนางจำนงค์ผู้เป็นบิดาและมารดาอย่างที่สุด

ถึงอย่างนั้น ใครเล่าจะคาดคิด ว่าในกาลข้างหน้า เด็กชายผู้ลืมตาดูโลกในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ผู้นี้ จะเติบโตขึ้นและเจริญในวิถีแห่งธรรมจนโด่งดังเป็นที่รู้จักในนาม “ครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต” … “ตนบุญ” ผู้มีชื่อเสียงนับตั้งแต่ดินแดนเหนือสุดของประเทศจรดแผ่นดินบริเวณด้ามขวานของไทย ตลอดรวมถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำยกย่องว่า “ครูบา” หรือ “ตนบุญ” นี้ ถูกเรียกขานมาตั้งแต่นักบวชหนุ่มผู้นี้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้เพียงไม่กี่ปี

เป็น “ครูบาน้อย” ตั้งแต่อายุยังน้อย และตั้งแต่ยังเป็นเพียงสามเณรเท่านั้น!

เรียนศาสตร์ทางโลก…เริ่มศาสตร์ทางธรรม

เด็กชายเก่งเริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดชัยชนะ ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน (บ้านปิงน้อย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเกิดของครูบาอริยชาติ เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับอาณาเขตของจังหวัดลำพูนเพียงชั่วสะพานกั้น จึงสามารถไปมาระหว่างกันได้สะดวก)

ด้วยความขยันเอาใจใส่ประกอบกับสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียว ทำให้เด็กชายเก่งสอบได้เป็นที่ ๑ ของชั้นมาโดยตลอด กระทั่งแม้เมื่อเรียนจบชั้น ป.๖ และเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสารภีพิทยาคม ผลการเรียนของเด็กชายเก่งก็ยังคงโดดเด่น ประกอบกับความโอบอ้อมมีน้ำใจอันเป็นอุปนิสัยส่วนตัว ก็ทำให้เขาเป็นที่รักของครูและเพื่อนพ้องเสมอมา

การตักบาตรเข้าวัดมาตั้งแต่ยังเล็กทำให้เด็กชายเก่งมีความคุ้นเคยกับวัดเป็นอย่างดี ประกอบกับขณะอายุได้ ๑๒ ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่าง ป.๖ และ ม.๑ เด็กชายมักติดตามพี่ชายซึ่งเป็นขโยมวัด (เด็กวัด) ไปที่วัดชัยชนะ จังหวัดลำพูนอยู่เสมอ ซึ่งที่วัดชัยชนะแห่งนี้เอง ที่ทำให้เด็กชายเก่งมีโอกาสได้กราบ “ครู” คนสำคัญ และเป็นครูในทางธรรมท่านแรก นั่นคือ ครูบาจันทร์ติ๊บ ญาณวิลาโส เจ้าอาวาสวัดชัยชนะในขณะนั้น

ครูบาจันทร์ติ๊บ นับเป็นพระสงฆ์ผู้เรืองวิทยาคุณอย่างยิ่งผู้หนึ่งในยุคนั้น เนื่องจากท่านเป็นสหธรรมิกกับ “ครูบาชุ่ม โพธิโก” อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยมงคล (วัดวังมุย) และครูบาชุ่มผู้นี้ นอกจากจะเป็นผู้ทรงภูมิธรรมสูงส่งแล้ว ท่านยังได้รับความศรัทธานับถือจากญาติโยมในยุคนั้น ว่าเป็นพระสงฆ์ผู้เจริญด้วยศีลาจารวัตร อีกทั้งยังได้รับการยกย่องในฐานะเกจิผู้เข้มขลังด้วยสรรพวิชาสารพัดแขนง จากการที่ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ผู้เลิศในศาสตร์แห่งวิทยาคุณมากมายหลายท่านนั่นเอง

ด้วยหัวใจของความเป็นครู บวกกับเจตนาที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ของท่านให้สืบทอดสู่เด็กรุ่นลูกหลานต่อๆ ไป ครูบาจันทร์ติ๊บจึงไม่เพียงปลูกฝังสั่งสอนศีลธรรมจรรยาต่างๆ ให้กับเด็กๆ เท่านั้น แต่ท่านยังถ่ายทอดความรู้เรื่องอักขระพื้นเมือง หรือที่เรียกว่า “ตั๋วเมือง” ให้กับบรรดาลูกศิษย์ที่มาเรียนกับท่านอีกด้วย

ในบรรดาเด็กๆ ที่มาเรียนกับครูบาจันทร์ติ๊บนั้น ผู้ที่ทำให้ครูบาผู้เฒ่าบังเกิดความสนใจแกมปีติยินดีอย่างยิ่งก็คือ…เด็กชายเก่ง ด้วยไม่เพียงเด็กชายผู้นี้จะเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนและพากเพียรเรียนรู้ในสิ่งที่ครูบาถ่ายทอดให้ด้วยความใส่ใจเท่านั้น แต่เด็กชายเก่งยังสามารถเรียนรู้ในศาสตร์วิชาที่ท่านสั่งสอนได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถอ่านและเขียนตั๋วเมืองที่ว่ายากนักยากหนาได้ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง!

เรื่องราวดังกล่าวได้รับการกล่าวขานเป็นที่รับรู้ทั่วไปในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สนใจในช่วงเวลานั้น กระทั่งได้ยินไปถึง “ครูบาตั๋น” หรือ “ตุ๊ลุงตั๋น” ซึ่งในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภีรูปที่ ๔ และเป็นประธานศูนย์เผยแผ่พุทธศาสนาวัดหวลก๋าน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตุ๊ลุงตั๋นไม่เชื่อว่าจะมีเด็กที่สามารถเรียนตั๋วเมืองจนอ่านออกเขียนได้ในเวลาเพียงข้ามคืนดังที่บอกเล่ากัน ท่านจึงเดินทางมาพิสูจน์ข่าวนี้ด้วยตัวเอง กระทั่งได้ประจักษ์ความจริงนี้ด้วยสายตาของท่านเอง ทำให้ตุ๊ลุงตั๋นรู้สึกชื่นชมในตัวเด็กชายเก่งอย่างมาก จึงได้มอบรางวัลให้เป็นกำลังใจแก่เด็กชายจำนวน ๑ พันบาท

ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ขณะศึกษาในระดับชั้น ม.๑ โรงเรียนสารภีพิทยาคมได้จัดกิจกรรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ที่วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียน และเด็กชายเก่งก็ไม่ละโอกาสนี้ จัดแจงขออนุญาตนางจำนงค์ผู้เป็นมารดาและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทันที นางจำนงค์นั้นลึกๆ แล้วก็รู้สึกหวั่นใจไม่น้อย ว่าความสนใจในเรื่องพระเรื่องเจ้าของเด็กชายเก่งที่แสดงออกชัดเจนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ จะทำให้ลูกชายที่นางหวังพึ่งพาคนนี้ผละจากทางโลกเข้าสู่เส้นทางของนักบวชจนตลอดชีวิต ในขณะที่นางจำนงค์อยากให้ลูกชายเอาดีทางโลกมากกว่า ยิ่งคำพูดของนายแพทย์ผู้ทำคลอดที่ว่าลูกชายคนนี้จะได้เป็นเจ้าคนนายคน ก็ทำให้นางมองภาพลูกชายได้สวมชุดข้าราชการ มีอนาคตที่ดีเหมือนกับลูกของญาติๆ คนอื่นๆ มาโดยตลอด ความคิดที่จะให้ลูกชายอยู่ในผ้าเหลืองตลอดชีวิตจึงเป็นสิ่งที่นางมิได้ต้องการเลย

อย่างไรก็ตาม นางจำนงค์ก็ยอมอนุญาตให้ลูกชายบวชเณรแต่โดยดี เนื่องจากเห็นว่าอย่างไรเสียธรรมะก็เป็นสิ่งที่ดีที่เด็กๆ ควรปลูกฝังเรียนรู้ และการบรรพชาสามเณรก็เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากกว่าจะให้ลูกอยู่บ้านเฉยๆ ในช่วงปิดเทอมเช่นนี้

แต่เมื่อผ่านไปเดือนกว่าๆ ซึ่งได้เวลาครบกำหนดที่สามเณรในโครงการจะต้องลาสิกขา “สามเณรเก่ง” ก็มาขออนุญาตต่อนางจำนงค์อีกครั้ง

“แม่…ผมจะไม่สึกแล้ว ผมจะบวชต่อ”

คำขอของสามเณรผู้เป็นลูกทำให้นางจำนงค์ถึงกับอึ้ง สิ่งที่นางนึกหวั่นมานานเริ่มจะใกล้ความจริงเข้ามาทุกที! ถึงอย่างนั้นนางจำนงค์ก็ยังหวังว่าสามเณรเก่งจะพูดด้วยความรู้สึกของเด็ก ไม่แน่ว่าหากลูกชายโตขึ้นมากกว่านี้ ความเป็นวัยรุ่นจะทำให้ความรู้สึก “อยากบวช” เลือนหายไป ดังนั้น นางจำนงค์จึงพยายามรั้งลูกชายให้กลับเข้าสู่ทางโลกให้นานที่สุด!

“เอาไว้ให้ลูกจบ ม.๓ ก่อน ถ้ามีบุญผ้าเหลืองมาก่อนก็คงจะได้บวชเองแหละ”

การปฏิเสธอย่างนุ่มนวลของนางจำนงคืทำให้สามเณรเก่งได้แต่นึกผิดหวังอยู่ในใจ แต่เมื่อไม่อาจขัดใจผู้เป็นแม่ได้ สามเณรเก่งจึงต้องยอมสึกและกลับมาเรียนหนังสือต่อไป

นักบุญน้อย

ครูบาอริยชาติเล่าว่า ชีวิตเมื่อวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่ท่านลำบาก (กาย) ที่สุด เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่สู้ดีนัก ดังนั้น ท่านและพี่ชายจึงต้องทำงานหนักเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ท่านเล่าว่า

“ครูบาไม่ได้เกิดมาใช้ชีวิตสบาย พ่อแม่มีลูก ๓ คน อาชีพหลักคือทำสวน ฐานะทางบ้านเรียกว่าเข้าขั้นยากจน ครูบาช่วยงานแม่ทุกอย่างในวัยเด็ก ทั้งงานบ้าน งานสวน ทำสวนแทบจะทุกวัน ตั้งแต่สวนผัก ผักกาด ผักชี หอม แตงกวา สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปแต่ละปีๆ โรงเรียนเลิกกลับมาบ้านก็ต้องไปรดน้ำผักให้แม่ บางทีกลับบ้านมาก่อนก็ต้องมาทำกับข้าวรอแม่ บางวันต้องตื่นแต่เช้า บางทีตี ๒ ไปเก็บผักเพราะคนซื้อเขาต้องการผักจำนวนมาก เช่น สั่ง ๕๐๐ กิโล จะเอาตอนเช้า ก็ต้องไป บางทีตี ๔ เก็บผักจากสวน ๗ โมงไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์แทบไม่มีเวลาเล่น คนอื่นเขาดูการ์ตูน ดูหนัง แต่ครูบาไม่ได้เล่นนะ เสาร์อาทิตย์ก็ต้องช่วยแม่ทำงาน เก็บพริก เก็บมะเขือ ช่วยแม่ทุกอย่าง”

นอกจากจะว่านอนสอนง่าย ขยันขันแข็งทั้งงานบ้าน งานสวน และการศึกษาเล่าเรียนแล้ว อุปนิสัยอย่างหนึ่งของเด็กชายเก่ง ซึ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ก็คือ…ความมีเมตตา รักสงบ ไม่ชอบเบียดเบียนผู้ใดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์

หลายครั้งหลายคราวที่เด็กชายเก่งได้ให้ความเมตตาช่วยเหลือสรรพชีวิตอื่นๆ และมักกระทำสิ่งที่บ่งชี้ถึงจิตใจที่โน้มไปในทางธรรมให้เห็นอยู่เนืองๆ เช่น

ปล่อยปลา…สมัยที่เด็กชายเก่งอายุประมาณ ๗-๘ ขวบ ได้เห็นปลาติดอยู่ในอุปกรณ์ดักปลาของชาวบ้าน ก็เกิดความสงสาร จึงคิดจะปล่อยปลาคืนสู่แหล่งน้ำ เป็นเหตุให้พลัดตกน้ำ โชคดีที่พี่ชายมาเห็นเหตุการณ์จึงเข้าช่วยเหลือได้ทัน

ปล่อยกบ…หลายต่อหลายครั้งที่นายสุขผู้เป็นพ่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่ากบที่ไปจับมาได้และขังเอาไว้สำหรับทำกับข้าว ได้ถูกปล่อยไปจนหมด…ด้วยฝีมือของลูกชายคนเล็ก!

สนใจเรื่อง “พระ”…ในยามว่างเว้นจากการทำงานและมีโอกาสได้เล่นตามประสาเด็ก การเล่นที่เด็กชายเก่งชื่นชอบคือ…นำดินเหนียวมาปั้นเป็นพระพุทธรูป แล้วนำไปวางไว้ตามกำแพงหรือร่มไม้ จนถูกเพื่อนๆ ล้อว่า ‘อยากเป็นตุ๊เจ้าหรือ?’ ซึ่งนอกจากจะไม่เคยโกรธเคืองที่ถูกล้อแล้ว เด็กชายเก่งยังมิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด!

ชอบเข้าวัด…เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องดิ้นรนทำงานหาเช้ากินค่ำในแต่ละวัน ทำให้นายสุขและนางจำนงค์ไม่ค่อยมีเวลาเข้าวัดฟังธรรมเท่าใดนัก ดังนั้น เมื่อนางจำนงค์จัดสำรับให้เสร็จสรรพ ผู้มีหน้าที่นำ “ขันดอก” หรือดอกไม้ธูปเทียน ตลอดจนข้าวปลาอาหารไปถวายพระที่วัดก็คือเด็กชายเก่ง วัย ๙-๑๐ ปี ซึ่งเด็กชายก็หอบหิ้วตะกร้าติดตาม “พ่ออุ้ยอิ่น” ผู้เป็นปู่ (ซึ่งเด็กชายเรียกจนติดปากว่า “ตาอิ่น”) ไปวัดด้วยความเต็มอกเต็มใจและกระตือรือร้นยิ่ง ด้วยเหตุนี้ เด็กชายเก่งจึงเป็นเด็กคนเดียวในหมู่บ้านที่รอบรู้และชำนาญใน “การวัด” ตั้งแต่ยังเด็ก และสามารถสวดมนต์ไหว้พระได้อย่างช่ำชองตั้งแต่อายุเพียง ๑๒ ปี

สำหรับผู้เป็นพ่อแม่แล้ว ความสุขสบายใจใดเล่าจะมากเท่าการได้เห็นลูกเติบโตเป็นคนดีและประสบความสำเร็จในชีวิต และการที่ลูกชายคนสุดท้องซึ่งเป็นความหวังของครอบครัว ได้แสดงออกชัดเจนว่ามีจิตโน้มเอียงไปในคุณงามความดีมาตั้งแต่ยังเล็กนี้ ทำให้นายสุขและนางจำนงค์รู้สึกภาคภูมิใจและปลื้มปีติอยู่ไม่น้อย

ลูกชายคนนี้มี “ความดี” เป็นเกราะประจำกายจนหายห่วงแล้ว ความหวังต่อไปที่พ่อแม่อยากจะเห็นก็คือ การที่ลูกชายได้รับราชการ ได้เป็น “เจ้าคนนายคน” ซึ่งด้วยสติปัญญาและความมานะพากเพียรสมชื่อ “เก่ง” ทำให้นางจำนงค์แอบตั้งความหวังอยู่ในใจว่า…อย่างไรเสีย ความสำเร็จของลูกชายก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม…

ความหวังของแม่

นายสุข และนางจำนงค์ อุ่นต๊ะ ก็เหมือนกับชาวบ้านปิงน้อยส่วนใหญ่ ที่ยึดอาชีพทำไร่ทำสวนสืบทอดจากบรรพบุรุษ และครอบครัวนี้ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกชายสามคน ก็มีฐานะไม่สู้จะดีนัก

นับตั้งแต่ “เก่ง” หรือ เด็กชายสุชาติ อุ่นต๊ะ ถือกำเนิด นายสุข และนางจำนงค์ อุ่นต๊ะ สองสามีภรรยาชาวบ้านปิงน้อย อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากลูกทั้ง ๓ คนยังเล็กนัก ทำให้มีเพียงนายสุขผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่เป็นแรงงานหลัก โดยในปีที่เด็กชายเก่งเกิดนั้น นิเวศน์ อุ่นต๊ะ บุตรชายคนโตมีอายุเพียง ๙ ขวบ หนำซ้ำยังพิการมาตั้งแต่อายุเพียง ๑ เดือน เนื่องจากป่วยด้วยไข้เลือดออกและเกิดความผิดพลาดในการรักษาทำให้ขาพิการเดินไม่ได้มาตั้งแต่บัดนั้น ส่วน นิรันดร อุ่นต๊ะ บุตรชายคนรองก็มีอายุเพียง ๔ ขวบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลูกชายทั้งสามคนของนายสุขและนางจำนงค์เติบโตขึ้น ต่างก็ได้ช่วยงานบิดามารดาเท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้ โดยเฉพาะ “เด็กชายเก่ง” ลูกคนสุดท้องด้วยแล้ว แม้ขณะยังเป็นทารกก็มิได้งอแงเอาแต่ใจให้มารดาต้องลำบาก และยิ่งเมื่อเติบโตรู้ความก็ยิ่งว่านอนสอนง่าย ขยันขันแข็งช่วยงานครอบครัวตั้งแต่งานในบ้านไปจนถึงงานไร่งานสวน นอกจากนี้เด็กชายเก่งยังรักเรียน รักการศึกษาหาความรู้ ทั้งยังมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความจำเป็นเลิศกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด นำความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจมาสู่นายสุขและนางจำนงค์ยิ่งนัก

อาจด้วยคำพูดจริงจังของคุณหมอผู้ทำคลอด ประกอบกับความฝันอันแปลกประหลาดทั้งสองครั้ง เมื่อรวมกับลักษณะอันงามของลูกชายคนสุดท้อง และความโดดเด่นด้านสติปัญญาของเด็กชาย ล้วนเป็นเหตุให้นางจำนงค์ผู้เป็นมารดาแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า…ถ้อยคำที่คุณหมอทำนายเอาไว้เมื่อแรกคลอดบุตรชายคนสุดท้อง อาจเป็นความจริงขึ้นมาสักวันหนึ่ง และความหวังที่จะเห็นลูกได้เป็น “เจ้าคนนายคน” ก็เรืองรองอยู่ในใจของนางจำนงค์ตลอดมา…

ใต้ร่มโพธิธรรม

ภายหลังจากละเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิตสมความปรารถนา สามเณรอริยชาติก็ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอโดยเคร่งครัดทั้งปริยัติและปฏิบัติ โดยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะมุ่งดำเนินแนวทางตามรอยพระบูรพาจารย์ในอดีต และหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อให้จิตเกิดสมาธิแก่กล้าจนบรรลุซึ่งความสงบให้ได้

ครั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดชัยมงคลได้ระยะหนึ่ง สามเณรอริยชาติจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะออกธุดงค์ โดยตั้งใจจะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อกราบขอเป็นศิษย์และศึกษาธรรมะตลอดจนวิชาคาถาอาคมต่างๆ รวมทั้งมุ่งที่จะฝึกจิตเพื่อค้นหาหนทางสู่สัจธรรม ดังนั้น ไม่นานต่อมาสามเณรอริยชาติจึงเดินทางออกจากวัดชัยมงคลโดยมิได้บอกกล่าวร่ำลาผู้ใด แม้แต่โยมแม่ของท่านเอง

ด้วยวัยเพียง ๑๗ ปี ทั้งยังเพิ่งเข้าสู่เพศนักบวชในระดับ “สามเณรใหม่” ทำให้การปลีกวิเวกครั้งแรกในชีวิตของสามเณรอริยชาติมิใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า สามเณรหนุ่มจึงมิได้ย่อท้อและพยายามต่อสู้กับความกลัว ความว้าเหว่ และความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นในจิตตนอย่างหนัก ดังนั้น แม้สถานที่พักปักกลดจะเป็นบริเวณข้างถนน ตามป่าเขา หรือแม้แต่ในป่าช้า สามเณรอริยชาติก็สามารถควบคุมจิตใจตนเองให้อยู่กับสภาวะนั้นๆ ได้เป็นผลสำเร็จ

เส้นทางธุดงค์ของสามเณรอริยชาติเริ่มจากวัดวังมุย จังหวัดลำพูน เข้าสู่เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ โดยในระหว่างการธุดงค์นี้เอง เมื่อทราบว่ามีครูบาอาจารย์ดีอยู่ที่แห่งใด สามเณรอริยชาติเป็นต้องเสาะหาและกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเหล่านั้นเสมอไป จนกระทั่งเมื่อธุดงค์เข้าถึงเขตจังหวัดน่าน สามเณรหนุ่มก็ได้พบกับ พระอาจารย์มานิตย์ (ปัจจุบันลาสิกขาแล้ว) แห่งวัดบ้านตึ๊ด ตำบลพระพุทธบาท อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ซึ่งนับเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะพระอาจารย์ขมังเวทย์อีกท่านหนึ่งในถิ่นนั้น

หลังจากสามเณรอริยชาติได้ช่วยพระอาจารย์มานิตย์ในการสร้างวัดแล้ว จึงได้ติดตามพระอาจารย์มานิตย์ออกธุดงค์ โดยใช้ชีวิตตามรอยพระธุดงค์ผู้ทรงภูมิแก่กล้าทั่วไป นั่นคือปักกลดจำวัดอยู่ตามป่าช้าเป็นวัตร

ครูบาอริยชาติเล่าถึงความรู้สึกตอนออกธุดงค์เมื่อยังเป็นสามเณรว่า…เริ่มแรกท่านยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ยิ่งในตอนกลางคืนด้วยแล้ว ทั้งเสียงสัตว์กลางคืนและสรรพเสียงต่างๆ ในป่าทำให้หูแว่วและจิตไหวอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็จินตนาการไปเองถึงเสียงต่างๆ ในลักษณะ “หลอกตัวเอง” ในที่สุดจึงต้องใช้วิธี “อธิษฐานจิต” มาข่มความกลัว โดยท่านได้อธิษฐานต่อเทวดาฟ้าดินว่า “หากชีวิตนี้จะสิ้นลง ก็ขอสิ้นในธงชัยของพระพุทธเจ้า” เมื่ออธิษฐานดังนี้แล้วความขลาดกลัวจึงหายไป ทำให้จิตเริ่มนิ่ง เริ่มมีสติและเข้าสู่ภวังค์แห่งความสงบมั่นคงได้ในที่สุด…

หลังจากติดตามพระอาจารย์มานิตย์ออกธุดงค์ได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งพระอาจารย์มานิตย์เห็นว่าสามเณรหนุ่มมีจิตอันมั่นคงและสามารถจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเองแล้ว ท่านจึงได้แยกทางจากไป ซึ่งขณะนั้นเส้นทางการธุดงค์ของสามเณรอริยชาติอยู่ที่ภูผาม่าน จังหวัดน่าน

ยิ่งต้องอยู่โดยลำพัง การปฏิบัติตนของสามเณรอริยชาติก็ยิ่งเคร่งครัดมากขึ้น ถึงขั้นไม่ฉันภัตตาหารใดๆ นอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจสภาวะอันเป็นทุกข์ที่สุดแห่งสังขาร เพื่อให้เกิดสติระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่เป็นภาระที่สุดของชีวิตก็คือสังขาร และสังขารก็คือสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ที่สุด จึงไม่พึงยึดมั่นถือมั่นในสังขารที่ไม่เที่ยงแท้นี้  ดังนั้น การฝึกตนในครั้งนี้ จึงนอกจากจะเพื่อพิจารณาสภาวจิตของตนโดยใช้สติเป็นเครื่องนำทางแล้ว ยังเป็นไปเพื่อมุ่งเอาชนะกิเลสมาร เอาชนะอำนาจฝ่ายต่ำของจิตให้ได้อีกด้วย

สามเณรหนุ่มกระทำทุกรกิริยาด้วยวิธีการอดข้าวอยู่ได้ถึง ๑๒ วันสังขารก็เกิดเวทนาถึงขีดสุด ตรงกันข้ามกับสภาวจิตที่ยิ่งแจ่มใสและเข้มแข็งขึ้นโดยลำดับ อย่างไรก็ตาม ความไม่เที่ยงแห่งสังขารก็เป็นผลให้สามเณรอริยชาติเกิดอาพาธหนัก จนกระทั่งชาวบ้านมาพบเข้าจึงนำตัวท่านไปรักษาพยาบาลจนอาการดีขึ้น และสามเณรอริยชาติเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านเช่นนี้ ก็รู้สึกสำนึกถึงบุญคุณว่าตนไม่มีสิ่งใดตอบแทนชาวบ้าน ดังนั้น ท่านจึงนำเอาวิชาความรู้ที่เคยได้เล่าเรียนจากครูบาอาจารย์ของท่าน ทั้งเรื่องสมุนไพรรักษาโรค คาถาอาคม และเครื่องรางต่างๆ มาสงเคราะห์ชาวบ้านเท่าที่จะทำได้

วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนสืบทอดมาจากคณาพระอาจารย์ผู้ทรงภูมิธรรมสูงส่งหลายๆ ท่าน เมื่อผนวกเข้ากับสมาธิจิตอันมั่นคงจากการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอขณะอยู่ในเพศ “ผู้ทรงศีล” ทำให้บารมีธรรมของสามเณรอริยชาติเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ และการนำวิชาความรู้ของท่านมาสงเคราะห์ญาติโยมด้วยจิตเมตตา ก็ก่อให้เกิดผลอัน “ไม่ธรรมดา” กระทั่งท่านได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวบ้านในถิ่นนั้นอย่างสูงถึงขั้นเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเณร”

ที่จังหวัดน่านนี่เอง “หลวงพ่อเณร” หรือสามเณรอริยชาติได้พบกับ “แม่หลวงแก้ว” และ “แม่หลวงตอง” บุคคลสำคัญซึ่งในอดีตเป็นคนใกล้ชิดกับเจ้าเมืองน่าน และแม่หลวงทั้งสองท่านนี้ยังเคยมาช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ อีกด้วย

เมื่อแม่หลวงทั้งสองท่านได้พบกับสามเณรอริยชาติ ก็ถึงกับทักขึ้นว่า…

“เณรเป็นผู้มีบุญนะ ท่านมีลักษณะที่คล้ายกับหน่อบุญ ต่อไปขอให้รักษาตัวให้ดี เพราะจะเจริญรุ่งเรืองในทางศาสนา”

และ…แม่หลวงแก้วท่านนี้เอง ที่เรียกสามเณรอริยชาติ วัย ๑๗ ปีว่า “ครูบา” เป็นคนแรก ซึ่งเหล่าชาวบ้านก็เห็นดีด้วย ทำให้สรรพนาม “หลวงพ่อเณร” ที่ชาวบ้านเรียกขานกันได้กลายเป็น “ครูบาอริยชาติ” หรือ “ครูบาน้อย” ตามแบบอย่างแม่หลวงแก้วนับจากนั้นเป็นต้นมา

สามเณรอริยชาติธุดงค์อยู่ที่จังหวัดน่านประมาณ ๘ เดือนก็ได้รับแจ้งข่าวจากทางบ้านว่าโยมแม่ล้มป่วยหนัก ให้รีบกลับบ้านด่วน ทำให้สามเณรอริยชาติต้องรีบเดินทางกลับบ้านเกิดที่บ้านปิงน้อย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความร้อนใจ แต่ครั้นกลับถึงบ้านก็ได้ทราบว่า “โรค” ที่โยมแม่ประสบอยู่ในขณะนั้นคือ “โรคห่วงใย” และ “โรคคิดถึง” สามเณรผู้เป็นลูก อีกทั้งโยมแม่ยังเกรงว่าหากสามเณรอริยชาติยังคงธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนี้ จะทำให้ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ สามเณรอริยชาติจึงกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดชัยมงคล ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เช่นเดิม และใช้เวลา ๒ ปีหลังนั้น ในการเรียนหนังสือต่อจนจบ ม.๖ และสอบได้เปรียญประโยค ๑ ประโยค ๒ และนักธรรมโทในที่สุด

ในระหว่างกลับมาจำพรรษาที่วัดชัยมงคลนี้เอง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๒ ครูบาบุญสม สิริวัชโย เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลได้มรณภาพลง สามเณรอริยชาติซึ่งขณะนั้นอายุเพียง ๑๘ ปี จึงต้องรับหน้าที่ดูแลวัดชัยมงคลต่อเป็นการชั่วคราว จนกระทั่งเมื่อสามเณรอริยชาติมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๑๐.๒๕ น. ที่วัดชัยมงคล (วัดวังมุย) จังหวัดลำพูน โดยมีพระครูวิสิฐปัญญากร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูภัทรกิตติคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูไพศาลธรรมานุสิฐ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ทั้งนี้ ท่านได้รับฉายาว่า พระอริยชาติ อริยจิตฺโต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

18 − three =