วัดแสงแก้วโพธิญาณ
บทความ

ประวัติความเป็นมาของวัดแสงแก้วโพธิญาณ

1. สถานที่ตั้ง

วัดแสงแก้วโพธิญาณ เชียงราย

วัดพระธาตุแสงแก้วโพธิญาณ ตั้งอยู่บนดอย “ม่อนแสงแก้ว” ตั้งอยู่ที่เลขที่ 191 ม.11 บ้านป่าตึง ตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ขนาดพื้นที่ประมาณ 29 ไร่เศษตั้งอยู่บนเนินดอยห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีทัศนียภาพที่สวยงามมองลงมาเห็นทั้งตัวอำเภอแม่สรวย และหลายตำบลของอำเภอแม่สรวย มีถนนลาดยางถึง

2. เริ่มก่อสร้าง

วัดพระธาตุแสงแก้วโพธิญาณ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ตรงกับเดือนแปดเป็งของล้านนา ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือนหก สร้างโดยท่านพระครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต คณะศรัทธาบ้านป่าตึง และศิษยานุศิษย์เมื่อครั้งที่ครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต ได้ย้ายจากวัดพระธาตุดงสีมา ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มาจำพรรษา ณ ศาลามหาป่า ในใจกลางของหมู่บ้านป่าตึง โดยการรับนิมนต์ของ พ่อหลวงยา ศรีทา และคณะศรัทธาชาวบ้านป่าตึง หมู่ที่ 11 ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พ่อหลวงยา ศรีทาและคณะศรัทธาบ้านป่าตึง อยากจะมีวัดใหม่ที่สะดวกต่อการทำบุญของญาติโยม จึงได้นำเรื่องมาปรึกษากับท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต ผู้ซึ่งเป็นพระนักคิดนักสร้าง เป็นผุ้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม จรรโลงพระพุทธศาสนา เจริญรอยตามครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยอยู่แล้ว จึงได้คิดสร้างวัดใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นพุทธสถาน เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน หลังจากนั้นท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตได้ทำการสำรวจพื้นที่ ที่จะก่อสร้างวัด กับพ่อหลวงยา ศรีทา และคณะศรัทธาบ้านป่าตึง โดยใช้เวลานานหลายวันก็ยังไม่พบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นพื้นที่ในการก่อ สร้างวัด แต่แล้วด้วยบุญญาบารมี ของท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต และความศรัทธาอย่างแรงกล้าของชาวบ้านที่จะสร้างวัด คืนหนึ่งขณะที่ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต จำวัดอยู่ได้นิมิตรว่ามีที่ดินเป็นเนินไม่สูงมากนัก มีต้นไม้ร่มรื่นล้อมรอบไปด้วยไม้ไผ่ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต พึงพอใจในสถานที่แห่ง นี้เป็นยิ่งนัก จึงได้เล่านิมิตที่ท่านพบมาให้กับพ่อหลวงยา ศรีทาและชาวบ้านฟัง คณะพ่อหลวงยา ศรีทาและชาวบ้านได้พาท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตออกสำรวจพื้นที่โดยรอบของหมู่บ้าน จนมาถึงท้ายของหมู่บ้าน พบสวนของชาวบ้าน ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต จึงได้สำรวจพื้นที่ โดยรอบสวนพบว่ามีลักษณะเป็นสวนและมีต้นไผ่ล้อมรอบคล้ายกับสถานที่ที่ท่านได้ นิมิตรพบในคืนที่ผ่านมา ท่านครูบาเดินออกสำรวจพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว แล้วบอกกับคณะที่ติดตามท่านไป ในการสำรวจครั้งนั้นว่า ท่านพอใจในสถานที่แห่งนี้เป็นยิ่งนัก เหมาะสำหรับการก่อสร้างวัดเพื่อเป็นศาสนสถานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและ เป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน และสถานที่แห่งนี้เป็นของใคร พ่อหลวงยา ศรีทาจึงได้บอกว่าเป็นสวนของผู้ที่มีฐานะดี คงจะไม่ยอมขายให้และถ้าหากขายก็คงจะต้องราคาแพง ความเป็นไปได้ที่จะได้ที่ดินเพื่อมาสร้างวัดคงจะไม่มีท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต จึงได้เดินไปจนถึงยอดเนินของสถานที่แห่งนั้น และได้จุดธูปเทียน พร้อมทั้งกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล และตั้งจิตอธิษฐานว่า “หากสถานที่แห่งนี้ แม้เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่อันเป็นมังคละคู่ยารมีท่านในการที่จะได้จรรโลงพระพุทธศาสนาต่อไป แล้ว ขอให้ได้ที่ดินผืนนี้มา” เมื่อท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตตั้งจิตอธิษฐานเสร็จแล้ว พ่อหลวงยา ศรีทา ได้เชิญเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้มีฐานะดีมาพบกับท่านครูบาเพื่อพูดคุยปรึกษา หารือในเรื่องการสร้างวัดบนของที่ดินผืนนี้ เจ้าของที่ดินได้ถวายที่ดินประมาณ 19 ไร่เศษให้กับท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตเพื่อสร้างวัดอย่างง่ายดาย สร้างความประหลาดใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะผู้ติดตามท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต เป็นอย่างมากหลังจากที่เจ้าของที่ดินได้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตได้ร่วมกับคณะศรัทธาปรับปรุงพื้นที่ พร้อมระบบสาธารณูปโภค เมื่อศิษยานุศิษย์ คณะศรัทธาและผู้ที่นับถือ ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต ทราบข่าวการสร้างวัด ได้แสดงความจำนงค์ในการร่วมสมทบทุน สร้างวัดเป็นจำนวนมาก

3. การออกแบบก่อสร้างและการวางแผนในการก่อสร้างวัด

จาก การที่ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต และเป็นผู้ที่ศึกษามามากทั้งในทางโลกและทางธรรม เป็นผู้ที่ช่างสังเกตและจดจำ รวมถึงประสบการณ์ในการไปธุดงค์พบเห็นวัดต่าง ๆ ที่มีศิลปะในการสร้างที่แตกต่างกันไป ท่านครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโตจึงได้วางแผนผังบริเวณวัดซึ่งเป็นไปตามหลักของทางธรรมและศาสน์ของ สถาปัตยกรรมล้านนา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนลักษณะเป็นขั้นบันได 3 ขั้น โดยแต่ละขั้นมีความหมาย ดังนี้

ชั้นที่ 1 “ชั้นพุทธาวาส”

ใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ที่จอดรถและสถานที่สาธารณะสำหรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาทำบุญที่วัด

ชั้นที่ 2 “ชั้นพุทธาวาส”

ใช้เป็นสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา ศาสนพิธีต่างๆ เป็นชั้นสำหรับการใช้ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส

ชั้นที่ 3 “ชั้นปรินิพพาน”

เป็นชั้นสูงสุดของวัดแห่งนี้โดย เป็นชั้นสังฆกรรม ชั้นพระสงฆ์ทำพิธีกรรม เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุแห่งวัดพระธาตุแสงแก้วโพธิญาณ

การปรับปรุงพื้นที่ได้มีผู้มีจิตศรัทธา และชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมทุนกันทั้งทุนทรัพย์ กำลัง เครื่องมือ เครื่องจักรเป็นจำนวนมาก และได้เร่งปรับพื้นที่ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนจนแล้วเสร็จภายคืนเดียว สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับชาวบ้านและคณะผู้ทำการปรับปรุงพื้นที่เป็นอย่าง มากที่สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการก่อสร้างวัด เสร็จเรียบร้อยแล้วทางวัดได้ทำการสร้างอาคารพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก อาทิเช่น ระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบน้ำบาดาล ถังพักน้ำ โดยผู้มีจิตศรัทธา ที่หลั่งไหลมาแสดงความจำนงค์ในการเป็นเจ้าภาพ ในการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมาก

ที่มาของชื่อ “วัดแสงแก้วโพธิญาณ”

แสงแก้วโพธิญาณ แปลว่า ดอกบัวที่ผุดโผล่ขึ้นพ้นน้ำแล้วมีแสงสว่างเรืองรองเหมือนแสงแก้ว โดยก่อนที่จะได้ชื่อวัดแสงแก้วโพธิญาณนั้น ครูบาได้ร่วมกับคณะศรัทธาที่ร่วมในกันสร้างวัดในการตั้งชื่อเพื่อขออนุญาตสร้างวัด แต่เนื่องด้วยเหตุใดก็หามีผู้ใดรู้ไม่ ครูบาและคณะศรัทธาไม่สามารถสรุปชื่อของวัดได้ สร้างความหนักใจให้กับครูบาและคณะศรัทธายิ่งนัก ใกล้วันวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างพระวิหารเข้ามาทุกที จนกระทั่งก่อนวันวางศิลาฤกษ์ 2 วัน ด้วยความทุ่มเทในการจัดเตรียมงานวางศิลาฤกษ์ และมีคณะญาติโยมที่พากันมากราบนมัสการครูบาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ครูบารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและเพลีย จึงได้จำวัด พอตกยามเช้าใกล้รุ่งครูบาก็เกิดนิมิตเลยว่า วันนั้นฝนตกมืดหมดเลย  มองไปทางไหนก็มืดฟ้ามัวดินหมดเลย มองอะไรก็ไม่เห็น ฝนตกหนักมาก ครูบาก็เดินหลงไปหลงมาอยู่บนเขา เดินไปได้สักพักก็เห็นแสงไฟสว่างเหมือนกับไฟรถที่ส่องกลางสายฝนแบบนั้นเลยก็คิดว่า โอ้! ไฟอะไร ครูบาก็เลยเดินลงมา ปรากฏว่าเป็นแสงไฟฉาย เป็นคนที่ครูบารู้จักกำลังฉายไฟขึ้นมา ครูบาก็เลยถามเขาว่า “จะไปไหน”

        แกบอกว่า “ครูบา ข้างล่างนั้นฝนตกน้ำท่วมหนัก ตอนนี้ชาวบ้านข้างล่างน้ำท่วมหมดเลย ชาวบ้านกำลังหนีขึ้นมาอยู่บนเขาหมดแล้ว”

ครูบาก็ถามว่า ”แล้วจะไปไหนกัน”

แกบอกว่า ”จะขึ้นไปบนดอย แล้วครูบาไม่ไปด้วยเหรอ”

ครูบาก็บอกเขาว่า  ”ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะลงไปดูข้างล่างก่อน”

คือครูบาไม่เชื่อ อยากลงไปดู ลงไปได้สักพัก ไม่นานก็เจอแสงไฟตัวนี้ 40-50 ดวง เยอะเลย เดินไปก็เจอคนถือไฟฉายเดินตากฝนมา  ครูบาก็ถามเขาอีกว่า ”จะไปไหนกัน”

        เขาก็บอกว่า ”จะไปข้างบน ข้างล่างน้ำมันท่วมครูบาไม่ต้องลงไปแล้ว”

ก็บอกเขาว่า “ขึ้นไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะตามไป”

ครูบาก็มาหยุดคิดว่าจะลงไปหรือไม่ลงดี เลยตัดสินใจไม่ลง เพราะคน 50-60 คนบอกว่าน้ำท่วม ครูบาก็เลยเดินตามหลังเขาขึ้นไป ฝนก็ยังตกอยู่ น้ำก็ไหลลงเขา เดินไปๆ ดินมันยุบตัวกว้างลึกเป็นเมตร น้ำก็ไหลวนลงหลุมนั้นเห็นเป็นแสงสว่างอยู่ในหลุมแล้วดิ้นอยู่ ครูบามองดูแล้วใช้ไม้เขี่ย ๆ เอาขึ้นมา เป็นเหมือนดอกบัวเผื่อน วางบนมือได้แล้วครูบาก็โยนมันทิ้ง เสร็จแล้วก็เดินตามเขาขึ้นไป เดินไปได้สักพัก ป่าทั้งป่ามองไม่เห็นต้นไม้ไผ่หรือต้นอะไรเลย เห็นแต่ภูเขาและมีดอกบัวสีขาวบานเต็มไปหมดเลย สว่างขนาดมองเห็นเส้นลายมือ

รุ่งเช้าครูบาก็ได้นำนิมิตที่พบในคืนผ่านมามาเล่าให้พ่อหลวงยา ศรีทา และกลุ่มคณะศรัทธาฟัง ชาวบ้านบอกว่าคงเป็นนิมิตที่เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอกเป็นเหตุให้ ครูบาจึงได้คิดชื่อได้จากเหตุที่เป็นแสงเรืองรองเหมือนแสงแก้วแล้วกลายเป็นดอกบัว อีกนัยหนึ่งคือ โพธิญาณ คือ หยั่งรู้ เหมือนบัวที่ผุดโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำแล้วเปล่งคล้ายแสงแก้ว จึงได้ตั้งชื่อ “วัดแสงแก้วโพธิญาณ” เอาดอกบัวเป็นโพธิญาณเอาความสว่างเป็นแสงแก้ว ซึ่งครูบาไม่เคยพูดให้ให้ฟัง จนกระทั่งได้ที่เรียบร้อยแล้วจะศิลาฤกษ์ ตอนั้นครูบายังอยู่ข้างล่างแต่มองขึ้นมาเห็นข้างบนได้ โยมถวายปัจจัยมา 4 ล้าน ครูบาปักเป็นต้นๆ ละแสน พอดีปักไปได้ต้นหนึ่งฝนตก คนอยู่ในศาลาประมาณ 3-4 ร้อยมีหลายหมู่บ้าน บ้านดินดำ ดอนแก้ว หนองหล่ม ห้วยส้ม สันจำปา ป่าตึง   กำลังกล่าวคำถวายอยู่พอฝนตกก็เลยบอกให้ย้ายเข้ามาในศาลา พอย้ายเสร็จครูบาก็มองขึ้นไปข้างบน มืดหมดเลย ข้างบนฝนตก แต่ในความมืดนั้นมีแสงสว่างเหมือนไฟส่องในหมอก เลยเรียกเณรมาถามว่าแสงอะไรทั้งที่เป็นช่วงเวลากลางวัน  พากันสงสัยว่าเป็นแสงอะไร ถามหากล้องจะเอามาถ่ายรูป คน 3-4 ร้อยคนไม่มีกล้องถ่ายรูปสักคน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้าน โทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ก็ไม่มี ครูบาก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างงัยดี เลยบอกให้เณรเรียกคนที่อยู่ในศาลาออกมาดู ให้เป็นพยาน ถ้าครูบาเห็นคนเดียวเดี๋ยวเขาจะหาว่าครูบาโม้ คนก็ออกมาเอะอะกันใหญ่ แสงนั้นก็สว่างขึ้นๆสว่างแล้วกลายเป็นแสงครึ่งวงกลมจนเห็นทุกอย่างหมดเลย สว่างจนกลายเป็นสีทองอยู่สักประมาณ 5 นาทีโยมแม่ของครูบายังเห็นเลย เสร็จแล้วก็วูบๆดับมืดไปเลย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนวางศิลาฤกษ์ หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาติดขัดอะไร เสร็จแล้วก็ได้ทำการดำเนินการขออนุญาตตั้งวัดต่อกรมศาสนา เมื่อเสนอเรื่องขึ้นไป สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆรินายก ได้ทรงพระทานนามใหม่เป็น “วัดพระธาตุแสงแก้วโพธิญาณ”

หลังจากสร้างเสร็จก็มีนิมิตหลายอย่าง เดินเข้าไปข้างในจะมีบ่อน้ำทิพย์เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ครูบาเข้าไปนิโรธกรรมแล้วเกิดนิมิต ครูบาได้ปั้นฤาษีไว้ข้างใน บ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ดื่มแล้วหายโรคหายภัย หายไข้หายเจ็บ หายปวดขาปวดเข่า เป็นอะไรมาดื่มแล้วรู้สึกหายแล้วก็มีเวียงเก่าเป็นเวียงฮ่อ แล้วครูบาเคยนิมิตเห็นพระโพธิสัตว์สมัยที่ขึ้นมาสร้างที่ตรงนี้ได้ไม่นาน ก็คิดว่าจะสร้างพระโพธิศัตว์ไว้ด้านหน้า นิมิตเห็นหลวงพ่อฤาษี ท่าบอกว่าท่านจะช่วยแล้วท่านก็ช่วยจริง ๆ

สถาปัตยกรรมวัดแสงแก้วโพธิญาณ

ซึ่งการออกแบบวัดนี้ครูบาออกแบบเป็น 3 ชั้น มี สวรรค์ พรหม นิพพาน ด้านหน้าปราสาท 16 หลัง แทนพรหม 16 ชั้น มีศาลา 16 ห้องก็แทน 16 ชั้นฟ้า เพราะฉะนั้นพรหมจะมี 16 วิหาร 16 ข้างล่าง มี 9 ข้างบนมี 7 รวมเป็น 16 ซึ่ง 9 หมายถึง มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ส่วน 7 หมายถึง อริยทรัพย์ 7 แล้วมีสะพานข้ามวัฏสงสาร ข้างบนจะมีพระธาตุ เมื่อข้ามวัฏสงสารก็จะถึงนิพพาน ด้านหน้าทางเข้าจะสิงห์คู่อยู่  สิงห์ หมายถึง พระศรีอริยเมตไตรย เป็นความเชื่อของชนล้านนา เพราะล้านนารับอิทธิพลมาจากพม่า สิงห์ที่อยู่ด้านหน้านั้นนั่งรอนะไม่ได้นั่งเฝ้า บางคนว่าสิงห์เฝ้าวัด ไม่ใช่ คำว่า รอ คือ ในตำนานพระพุทธเจ้า  5 พระองค์ ในภัทรกัป

ซึ่งมีพระพุทธเจ้าอยู่  5 พระองค์ คือ

1. พระกกุสันธะ ซึ่ง กกุ แปลว่า ลูกไก่ แต่เดิมไข่ 5 ฟองนี้เป็นลูกของแม่กา พอดีพายุพัดพาไข่ 5 ฟองนี้ตกลงน้ำไป ไข่ใบแรกตกน้ำไป พอดีไก่มากินน้ำแล้วมาเจอไข่ใบนี้ ก็เลยเก็บเอาไข่ใบนี้ไปเลี้ยง พระพุทธเจ้าองค์แรกเลยชื่อว่า กกุสันธะ ซึ่งแปลว่า ลูกไก่

2. พระโกนาคมน์ ไข่ใบที่ 2 ไหลตามน้ำไป พญานาคมาเล่นน้ำแล้วเจอ ก็เลยเก็บไข่ใบนี้ไปเลี้ยงไว้ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 เลยชื่อว่า โกนาคมน์ แปลว่า ลูกนาค

3. พระกัสสปะ ซึ่ง กัสสปะ แปลว่า เต่า ไข่ใบนี้ไหลไปตามน้ำ เต่ามาเจอเข้าเลยเก็บไข่ใบนี้ไปเลี้ยง พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 เลยชื่อว่า พระกัสสปะ แปลว่า ลูกเต่า

4. พระสมณโคดม ไข่ใบที่ 4 ก็คือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ชื่อว่า พระสมณโคดม ไข่ใบนี้ไหลไปตามน้ำ วัวมากินน้ำแล้วเจอไข่ใบนี้ ก็เลยเก็บไปเลี้ยง ก็เลยเป็นลูกเลี้ยงของโคหรือว่าวัว ก็เลยเป็น พระสมณโคดม หรือ พระศรีศากยมุนีโคตมะ แปลว่า ลูกโคหรือวัว

5. พระศรีอริยเมตไตรย ไข่ใบที่ 5 นี้ไหลไปตามน้ำ สิงห์โตหรือพญาราชสีห์มาเจอเข้าก็เลยเก็บไปเลี้ยงไว้ ก็เลยเชื่อว่า พระศรีเมตไตรย แปลว่า ลูกสิงห์ ผู้มีเมตตา

แล้วสิงห์ที่อยู่หน้าวัดนี้ ครูบาเปรียบเป็นปริศนาธรรม  เหมือนพ่อกับแม่ของพระศรีอริยเมตไตรยมานั่งรอพระศรีอริยเมตไตรยตรัสรู้แล้วมาโปรดโลกในภายหน้าเหมือนคนเราทั้งหลายนั่งรอผู้มีบุญ ผู้มีบารมี ผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ ผู้ที่จะมาโปรดคนให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร และบันไดนาคนั้นส่วนมากจะเป็นนาค 3 หัว และจะมีตัวกินอีก 3 หัว เราจะเห็นว่านาคทางภาคเหนือตรงที่หัวจะมีตัวที่กินพญานาคอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นปริศนาธรรมหมายถึง กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วยังหมายถึงว่า เหนือฟ้ายังฟ้า ความตายครอบงำคนเราทั้งหมด ส่วนนาค 3 หัว ก็หมายถึง อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  และ ตัวกิน 3 ตัว ก็หมายถึง ชรา  พยาธิ  มรณะ คือ เทวทูต 3 เพราะไม่สมณะ ถ้ามีหากมีสมณะด้วยจะเป็น  เทวทูต 4 แต่นี่ไม่รวมสมณะดังนั้นที่พระพุทธเจ้าเห็นจึงมี ชรา พยาธิ  และมรณะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

2 + 10 =